อสังหาริมทรัพย์ คืออะไร

อสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น ที่ดิน หรือ สิ่งปลูกสร้าง ที่ติดอยู่กับที่ดินอย่างถาวร เช่น บ้าน อาคาร โรงงาน คอนโด รวมถึงสิทธิที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน เช่น สิทธิการเช่า หรือสิทธิการครอบครอง

ตอนที่ 1 : 3 วิธีสร้างรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ที่คุณทำได้

ตอนที่ 2 : 5 ปัจจัยสำคัญในการเลือกอสังหาริมทรัพย์ให้คุ้มค่า

ตอนที่ 3 : ขั้นตอนการซื้ออสังหาริมทรัพย์

ตอนที่ 4 : ข้อดี-ข้อเสียของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ตอนที่ 5 : สรุป

3 วิธีสร้างรายได้จาก อสังหาริมทรัพย์ ที่คุณทำได้

อสังหาริมทรัพย์

การซื้อเพื่อปล่อยเช่า

  • วิธีการ: ซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม หรืออาคารพาณิชย์ในทำเลที่มีศักยภาพ แล้วนำไปปล่อยให้เช่า
  • เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการรายได้ประจำ (Cash Flow) และมีเงินทุนเพียงพอสำหรับเงินดาวน์ รวมถึงพร้อมที่จะบริหารจัดการทรัพย์สินและดูแลผู้เช่า
  • ข้อดี: สร้างรายได้ที่แน่นอนในทุกเดือน และมีโอกาสที่ราคาอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
  • ข้อควรพิจารณา: ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาซ่อมแซม และความเสี่ยงจากการไม่มีผู้เช่า

 

การซื้อมาขายไป (Flipping)

  • วิธีการ: ซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมที่มีสภาพเก่าแต่ทำเลดี จากนั้นลงทุนปรับปรุง ซ่อมแซม หรือตกแต่งให้ดูใหม่และน่าอยู่ขึ้น แล้วขายในราคาที่สูงกว่าต้นทุนทั้งหมด
  • เหมาะกับ: ผู้ที่มีความรู้ด้านการรีโนเวทและมีความเข้าใจตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดี
  • ข้อดี: มีโอกาสสร้างกำไรก้อนใหญ่ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทางเข้าหลัก
  • ข้อควรพิจารณา: มีความเสี่ยงสูงหากไม่สามารถขายได้ตามเป้า หรือหากตลาดมีการเปลี่ยนแปลง อาจต้องใช้เงินทุนค่อนข้างมาก

 

การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REITs)

  • วิธีการ: ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REITs) หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Funds) ซึ่งกองทุนเหล่านี้จะไปลงทุนในอาคารสำนักงาน, โรงแรม, หรือห้างสรรพสินค้า แล้วนำรายได้มาจ่ายคืนในรูปแบบของเงินปันผล
  • เหมาะกับ: ผู้ที่ต้องการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ และไม่ต้องยุ่งยากกับการบริหารจัดการ
  • ข้อดี: ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์จริง, มีสภาพคล่องในการซื้อขาย, และช่วยกระจายความเสี่ยงได้
  • ข้อควรพิจารณา: ผลตอบแทนมีความผันผวนตามตลาดทุน และมูลค่าของหน่วยลงทุนขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจ

5 ปัจจัยสำคัญในการเลือก อสังหาริมทรัพย์ ให้คุ้มค่า

อสังหาริมทรัพย์
  1. ทำเล (Location)

ทำเลคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลือกอสังหาริมทรัพย์ เพราะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ควรเลือกทำเลที่มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคต เช่น ใกล้ระบบขนส่งสาธารณะ (รถไฟฟ้า), ใกล้แหล่งงาน, โรงเรียน, โรงพยาบาล, หรือห้างสรรพสินค้า ทำเลที่ดีจะช่วยให้ทรัพย์สินของคุณมีมูลค่าเพิ่มขึ้น และหาผู้เช่าได้ง่าย

 

  1. ราคาและงบประมาณ (Price and Budget)

การตั้งงบประมาณที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณจำกัดตัวเลือกและไม่เกินตัวในการซื้อ ควรพิจารณาจากราคาซื้อขาย, เงินดาวน์, ค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์, ภาษี, ค่าตกแต่ง, และดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้มั่นใจว่าคุณมีสภาพคล่องทางการเงินเพียงพอในระยะยาว

 

  1. สภาพทรัพย์สิน (Property Condition)

ไม่ว่าจะเป็นบ้านใหม่หรือบ้านมือสอง การตรวจสอบสภาพทรัพย์สินเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรพิจารณาโครงสร้างอาคาร, ระบบไฟฟ้าและประปา, รอยร้าว, หรือร่องรอยการรั่วซึม หากเป็นไปได้ควรจ้างผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ เพื่อประเมินค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

 

  1. ศักยภาพในการเพิ่มมูลค่า (Potential for Appreciation)

อสังหาที่คุ้มค่าควรมีโอกาสที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ลองศึกษาข้อมูลจากแผนพัฒนาเมือง, โครงการคมนาคมที่กำลังจะเกิดขึ้น, หรือความเจริญของพื้นที่ใกล้เคียง การเติบโตของพื้นที่รอบข้างจะช่วยให้ทรัพย์สินของคุณมีราคาที่สูงขึ้นได้ในระยะยาว

 

  1. วัตถุประสงค์ในการลงทุน (Investment Objective)
  • ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง: เน้นความสะดวกสบายและไลฟ์สไตล์
  • ซื้อเพื่อปล่อยเช่า: เน้นทำเลที่ความต้องการเช่าสูงและสามารถสร้างรายได้ค่าเช่าได้ดี
  • ซื้อเพื่อขายต่อ (Flipping): เน้นราคาที่ต่ำกว่าตลาดและสภาพที่สามารถปรับปรุงเพื่อเพิ่มมูลค่าได้

ขั้นตอนการซื้อ อสังหาริมทรัพย์

  1. การเตรียมความพร้อมทางการเงิน
  • ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ: คำนวณรายได้และค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เพื่อให้รู้ว่าคุณสามารถผ่อนชำระค่างวดได้เท่าไหร่
  • เตรียมเงินดาวน์: โดยทั่วไปธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อให้ประมาณ 70-95% ของราคาบ้าน ดังนั้นคุณต้องเตรียมเงินดาวน์ไว้ส่วนหนึ่ง
  • ขอสินเชื่อกับธนาคาร: ยื่นเอกสารขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อพิจารณาอนุมัติวงเงินเบื้องต้น (Pre-approve) เพื่อให้ทราบว่าคุณมีสิทธิ์กู้ได้เท่าไหร่

 

  1. การค้นหาและเลือกทรัพย์สิน
  • กำหนดคุณสมบัติที่ต้องการ: กำหนดประเภทอสังหาริมทรัพย์ (บ้าน, คอนโดฯ), ทำเล, จำนวนห้อง, และงบประมาณ
  • สำรวจตลาด: ค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์, นายหน้า, หรือโครงการต่างๆ และเดินทางไปดูสถานที่จริงเพื่อเปรียบเทียบ

 

  1. การทำสัญญาจะซื้อจะขาย
  • เจรจาและตกลง: เมื่อเจอทรัพย์สินที่ถูกใจ ให้ทำการเจรจากับผู้ขายในเรื่องราคาและเงื่อนไขต่างๆ
  • ทำสัญญาจะซื้อจะขาย: เมื่อตกลงกันได้แล้ว ให้ทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษร โดยในขั้นตอนนี้ผู้ซื้อจะต้องจ่ายเงินมัดจำส่วนหนึ่ง

 

  1. การยื่นเอกสารและขอสินเชื่อ
  • รวบรวมเอกสาร: นำเอกสารส่วนตัว, เอกสารทางการเงิน, และเอกสารของทรัพย์สิน ไปยื่นขอสินเชื่อกับธนาคาร ทางเข้าหลัก
  • การประเมินราคา: ธนาคารจะส่งเจ้าหน้าที่มาประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ

 

  1. การโอนกรรมสิทธิ์ ณ กรมที่ดิน
  • นัดวันโอน: เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อแล้ว ให้ทำการนัดหมายกับผู้ขายเพื่อไปโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดิน
  • ชำระเงิน: ผู้ซื้อต้องชำระเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดให้กับผู้ขาย (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเงินกู้จากธนาคาร)
  • จ่ายค่าธรรมเนียม: ชำระค่าธรรมเนียมและค่าภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการโอนกรรมสิทธิ์ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอน, ค่าอากรแสตมป์, ภาษีธุรกิจเฉพาะ, และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
  • รับโฉนด: เมื่อดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อย คุณก็จะได้รับโฉนดที่ดิน (หรือหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุดสำหรับคอนโดฯ) ที่สลักชื่อของคุณเป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์

ข้อดี-ข้อเสียของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์

ข้อดี

มูลค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา  ราคาที่ดินและอสังหาฯ โดยทั่วไปมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะยาว

สร้างรายได้ประจำ  สามารถปล่อยเช่า เก็บค่าเช่าเป็นรายเดือน/รายปี

มีหลักประกันที่มั่นคง  เป็นทรัพย์สินที่จับต้องได้ ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้

ป้องกันเงินเฟ้อ มูลค่าทรัพย์สินมักปรับขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้รักษามูลค่าของเงินได้

มีโอกาสสร้างกำไรจากการซื้อขาย  ซื้อช่วงราคาต่ำ ขายช่วงราคาสูง

 

ข้อเสีย

ใช้เงินลงทุนสูง  ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการซื้อที่ดิน บ้าน หรือคอนโด

สภาพคล่องต่ำ  ไม่สามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันทีเหมือนหุ้นหรือกองทุน

มีค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ค่าบำรุงรักษา ค่าซ่อมแซม

เสี่ยงจากเศรษฐกิจและทำเล  หากเลือกทำเลไม่ดี หรือเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาหรือค่าเช่าอาจไม่ขึ้นตามคาด

มีความยุ่งยากด้านการจัดการ  เช่น การหาผู้เช่า การจัดการสัญญา และการซ่อมบำรุง

สรุป

ทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ เช่น ที่ดิน บ้าน คอนโด หรืออาคารพาณิชย์ เป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเวลา และสามารถใช้ลงทุนเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว อย่างไรก็ตาม การลงทุนต้องใช้เงินทุนสูงและมีความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจหรือสภาพตลาด